วันนี้มีีสูตรไก่อบนุ่มๆ รสชาติเข้มข้นมาฝาก รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆอร่อยมากๆ เลยครับ รับประกันความอร่อยไม่แพ้ภัตตาคาร

วัตถุดิบ

1. น่องไก่ ปีกบนไก่ หรือปีกกลางไก่ 500กรัม
2. รากผักชี 4 ราก
3. กระเทียมกลีบใหญ่แกะเปลือก 5 กลีบ
4. พริกไทยดำเม็ด 1/2 ชช.
5. น้ำตาลปี๊ปประมาณ 2 ชต.
6. น้ำปลา 1 ชต.
7. ซีอิ๊วขาว 1 ชต.
8. ซอสหอยนางรม 1 ชต.
9. ซีอิ๊วดำหวาน 2 ชช.
10. เหล้าจีน 1 ชต.
11. ผงปรุงรสไก่ 1 ชช.
12. น้ำเปล่าประมาณ 1- 1 1/2 ถต.
13. น้ำมันพืช สำหรับผัด 2 ชต.

********************************************************************************************

ขั้นตอนการทำ

1. ล้างทำความสะอาดไก่ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2. โขลกรากผักชี กระเทียมและพริกไทยดำให้ละเอียดเข้ากัน
3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดพอหอม ลดไฟอ่อนลง จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊ป ผัดจนน้ำตาลละลาย ใส่ไก่ลงไป ผัดให้น้ำตาลเคลือบไก่ให้ทั่ว ผิวหนังไก่มีลักษณะตึงๆ จากนั้นใส่เหล้าจีน น้ำปลาและซีอิ๊วขาวลงไปผัดให้เข้ากันดี
4. เติมน้ำเปล่าและเครื่องปรุงทั้งหมดที่เหลือลงไป ผัดให้เข้ากัน เคี่ยวไฟอ่อนจนน้ำงวด ขลุกขลิกและไก่สุกนุ่มดี (หมั่นคนเป็นระยะๆ) ปิดไฟ ตักใส่จาน เสิร์ฟเคียงพร้อมแตงกวาหรือผักลวกต่างๆ ตามชอบครับ

 

* ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ *

ภาพจาก : thai food

ที่มา : thai food

สูตรน้ำจิ้ม หมูกระทะ ไม่หวง…ใครใคร่ทำขาย “ทำ” ใครใคร่ทำกินเอง “ทำ”

สูตรน้ำจิ้มหมูกระทะ 

ส่วนผสม
1. พริกแดง
2. กระเทียมปลอกเปลือก
3. ซอสพริก
4. น้ำตาล
5. น้ำกระเทียมดอง
6. น้ำปลา
7. น้ำส้มสายชู
8. งา
9. เกลือ
10. น้ำเปล่า
ส่วนผสมต่างๆผมจะอธิบายพร้อมกับลงรูปให้ดูนะครับ จะได้เห็นหน้าตาว่ามันเป็นอย่างไร และทำแบบไหนบ้างเพื่อจะได้เข้าใจง่ายและทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
 
พริกแดง 1.5 กิโลกรัม
กระเทียม 1.5 กิโลกรัม
 
ซอสพริก 3 กิโลกรัม
 
เมื่อได้กระเทียมและพริกตามต้องการแล้วก็เตรียมนำไปปั่นได้เลย ใช้ปั่นจะดีที่สุดหากจะโครกกระเทียม โครกพริก คงโครกจนกล้ามแขนขึ้นแน่นอน ฉะนั้นเพื่อความรวดเร็วและให้แตกละเอียดใช้วิธีการปั่นเขาจะดีที่สุด ที่สำคัญในการปั่นอย่าลืมเตรียมน้ำเปล่าไว้ด้วยนะครับ
เดี่ยวก่อนครับ เดี่ยวจะหาว่าบังครับให้ปั่น หากใครทำไม่เยอะก้สามารถลงมือโครกพริกโครกกระเทียมเองได้ครับ ไม่ว่ากัน
 
เริ่มวิธีการปั่นเลยนะครับ
ปั่นกระเทียมให้ละเอียด โดยเติมน้ำเปล่าลงไปด้วยเพื่อให้การปั่นง่ายขึ้น การเติมน้ำนั้นกะให้พอดีอย่าให้เยอะเกินไป
 
ปั่นพริกให้ละเอียด โดยการปั่นเติมน้ำลงไปด้วยเพื่อให้การปั่นง่ายขึ้น การเติมน้ำกะให้พอดีอย่าให้เยอะเกินไป
 

หลายคนคงเห็นว่า พริกเยอะขนาดนี้คงเผ็ดน่าดู ใช่แล้วครับพริกเยอะขนาดนี้เผ็ดม๊ากกกกก รับรองกินเข้าไป อร่อยปาก ลำบากตูด เป็นแน่แท้ ไม่ต้องห่วงครับ รับรองน้ำจิ้มสูตรนี้ไม่เผ็ดแน่นอนครับ เมื่อเราได้พริกปั่นละเอียดแล้ว เราก็นำเอาพริกมาล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อล้างความเผ็ดออกให้หมด ค่อยๆล้างออกโดยใช้ตระแกรงกรองน้ำกระทิเป็นตัวร่อน ล้างพริกไปเรื่อยๆจนหมด เราก็จะได้พริกสีสันน่ากินแต่ไม่เผ็ดร้อน แถมกลิ่นพริกก็จะหมดไป
 
กระเทียม ที่ปั่นเรียบร้อยแล้วจะมีกลิ่นที่แรงมาก บางคนอยากกินกระเทียมแต่ไม่ชอบกลิ่น ฉะนั้นเราต้องกำจัดกลิ่นกระเทียมออกไปเสียก่อนโดยการล้างน้ำสะอาดเช่นเดียว กับการล้างพริกปั่น
 
ของหลักๆที่จะใช้สำหรับทำน้ำจิ้มหมูกระทะ
1.พริก 1.5 กิโลกรัมที่ปั่นละเอียดและล้างความเผ็ดออกแล้ว
2.กระเทียม 1.54 กิโลกรัมที่ปั่นละเอียดและล้างกลิ่นออกเรียบร้อยแล้ว
3.ซอสพริก 3 กิโลกรัม
4.น้ำกระเทียมดอง 2 ขวด
3.น้ำตาลทรายขาว 2 กิโลกรัม
 
มาถึงวิธีการทำกันบ้างนะครับ
ยก หม้อตั้งไฟ จะใบเล็กก็ได้ ใบใหญ่ก็ได้ แล้วแต่ปริมาณที่จะทำ ใส่น้ำเปล่าลงไปประมาณ 5 กระบวย(กระบวยตามรูปนะครับ) หรือกะให้พอประมาณ ตามความคิดของตนเอง ใส่งาขาวลงไปพอประมาณ
 

เทน้ำกระเทียมใส่ลงไป 2 ขวด ใส่หัวกระเทียมลงไปด้วยเลยนะครับ
 
ตามด้วยกระเทียม
 
ตามด้วยพริก
 
ตามด้วยซอสพริก แล้วก็คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
 
หน้าตาเริ่มแจ่ม สีสันชวนลิ้มลอง
 
คนไปเรื่อยๆให้ส่วนผสมเข้ากัน เป็นไง? เห็นไหมล่ะว่ามันน่ากิ๊นน่ากิน
 
เห็นหน้าของน้ำจิ้มแล้ว ทุกๆท่านกรุณาเช้ดน้ำลายด้วยนะครับ
 
ยังๆๆ ยังไม่เสร็จแค่นี้นะครับต่อไปคือความอร่อยของน้ำจิ้มแล้ว…
เติมเกลือลงไปประมาณ 3 ช้อนแกง ตอนทำผมเทเกลือลงหม้อเลยครับกะปริมาณเอา บางครั้งก็ใช้หมือหยิบเอา ความอร่อยมันอยู่ที่มือเรานี่ล่ะ
 
ตามด้วยน้ำปลา 3 กระบวย
 
น้ำส้มสายชู 3-4 กระบวย ขึ้นอยู่กับความชอบว่าจะชอบเปรี้ยวขนาดไหน ปรับลดลงได้
 
ตามด้วยน้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
 
จะ ใส่ผงชูรส ก็ได้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน จากนั้นก็คนให้เข้ากัน แล้วก็ลองชิมดู ความอร่อยมันจะอยู่ตรงนี้ละครับว่าเราจะปรุงอย่างไร ใส่นั้นนิดเพิ่ม ใส่นี้หน่อย ขึ้นอยู่กับลิ้นของผู้ชิม ผู้ปรุงรส
 
เสร็จ เรียบร้อยแล้วสำหรับน้ำจิ้มหมูกระทะครับ จะตักใส่หม้อหรือจะใส่โถใบใหญ่ก็ได้ สามารถเก็บไว้ได้หลายวันโดยใส่ตู้เย็นไว้ เวลาจะกินก้นำออกมาอุ่นก็สามารถรับประทานได้แล้ว หรือจะทำสุกี้ก็สามารถเอาน้ำจิ้มนี้ตักราดลงไปได้เลย อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ
หลาย ท่านคงงงๆกับวิธีการทำ ผมไม่รู้จะลำดับขั้นตอนแบบไหนจึงจะออกมาดูดี เพราะผมมันก็แค่พ่อครัวสมัครเล่นไม่ใช่กุ๊กมือโปร หรือกุ๊กติดดาว กุ๊กมีใบรับรอง ผมพยามนำเสนอด้วยภาพเพื่อที่จะเข้าใจง่ายและทุกๆท่านจะได้มองเห็นภาพว่าทำ แบบไหน ทำอย่างไร
หากผิดพลาดประการใดแล้ว กระผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
 
ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูล จากคุณ baokalasin

คนไทยชอบปิ้ง ๆ ย่าง ๆ จึงมีเมนูปิ้งย่างขึ้นมามากมาย แต่ก็มีเมนูหนึ่งที่จัดว่าเป็นอาหารที่ดูแล้วมีระดับเทียบเคียงเนื้อสเต็ก ได้ นั่นก็คือหมูย่างนั่นเองแต่เป็นรสชาติแซ่บแบบไทย ๆ วันนี้เรามีสูตรหมูย่างคลุกฝุ่นมา ให้ได้ลองทำกัน คอหมูย่างกับน้ำจิ้มแจ่วที่อร่อยแบบนี้ใครได้ลองรสแล้วจะต้องติดใจแน่นอน สามารถทานร่วมกับข้าวเหนียวนึ่งได้อย่างอร่อย เป็นเมนูที่คนไทยชอบมาก ส่วนจะมีวิธีการทำอย่างไรนั้น ลองมาดูกันครับ

การเตรียมส่วนผสม หมูย่างคลุกฝุ่น

• เนื้อสันคอหมู 500 กรัม
• ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือ ½ ช้อนชา
• ข้าวคั่วป่น 3 ช้อนโต๊ะ
• รากผักชี
• กระเทียม
• พริกไทย
• น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

สำหรับขั้นตอนการทำหมูย่างคลุกฝุ่นนั้น มีลำดับดังนี้

1. นำรากผักชี พริกไทย และกระเทียมมาโขลกรวมกันให้ละเอียด เพื่อเป็นส่วนประกอบในการหมักเนื้อหมู
2. ทำการผสมซอสหอยนางรมกับน้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกันให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. นำเนื้อสันคอหมูมาเตรียมในอ่างผสมแล้วใส่ส่วนผสมเครื่องเทศที่โขลกไว้แล้ว ตามข้อ 1 ลงไปคลุกทั่ว ๆ ให้เครื่องเทศกระจายโดยรอบผิวเนื้อหมู
4. นำซอสที่เตรียมไว้ตามข้อ 2 ใส่ลงไปแล้วคลุกเคล้าอีกครั้งหนึ่งให้ทั่ว
5. นำเนื้อหมูที่หมักแล้วไปแช่ตู้เย็นประมาณ 30 นาที
6. การนำไปย่างก็นำขึ้นเตาย่าง แล้วคอยพลิกไปมาเพื่อให้สุกอย่างทั่วถึง เมื่อสุกแล้วก็นำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ หากมีส่วนเกรียมให้ขูดหรือฝานออกไป โรยหน้าด้วยข้าวคั่วป่น
7. การเสิร์ฟ ให้จัดใส่จาน พร้อมกับน้ำจิ้มแจ่ว และเครื่องเคียงเพื่อความสวยงาม

สูตรการทำหมูย่างคลุกฝุ่นพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว

มีคอหมูย่างแล้ว จะขาดน้ำจิ้มแจ่วไม่ได้เลย
เราลองมาดูวิธีการเตรียมน้ำจิ้มแจ่วกัน

ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
ใบสาระแหน่ (หรือผักชี)
ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

การทำน้ำจิ้มแจ่วนั้นมีขั้นตอนดังนี้

1. ผสมน้ำปลา น้ำตาลปี๊บและพริกป่นเข้าด้วยกันในชามผสม
2. บีบมะนาวลงไปทีละหน่อย พร้อมกับชิมดูว่าได้รสที่พอใจไหม
3. ตักใส่ถ้วยน้ำจิ้มแล้วโรยข้าวคั่วผสมลงไป
4. โรยหน้าด้วยใบสาระแหน่ หรือผักชี

 

หมูย่างคลุกฝุ่น เป็นอาหารออเดิร์ฟหรืออาหารทานเล่นและกับแกล้มได้อย่างดี สำหรับมื้อสังสรรค์หรือวันพิเศษที่มีสมาชิกครอบครัวมารวมตัวกัน ทำให้ได้มื้ออาหารที่อร่อยน่าประทับใจ ถ้าไปแค้มป์ปิ้งก็ยิ่งสนุกกับการทำอาหารเพียงนำส่วนผสมไปให้พร้อม ยิ่งถ้ามีการนึ่งข้าวเหนียวกินคู่กันด้วยแล้ว บรรยากาศอย่าบอกใครเชียวครับ

 
ขอบคุณสูตรอาหารจาก 108archeep.com
ขอบคุณภาพของคุณหรั่ง https://www.wongnai.com/users/ff8080812e0373e8012e07d0bf13003d

หมูกรอบ เป็นส่วนประกอบอาหารโดยตัวมันเอง สามารถทานเปล่า ๆ กับซอสหรือเครื่องจิ้มก็อร่อย หรือสามารถนำไปประกอบเมนูอาหารต่าง ๆ ได้อีกหลายอย่าง เช่น ใส่ในก๋วยจั๊บ ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ผัดผักบุ้งหมูกรอบ ผัดคะน้าหรือผัดกระเฉดหมูกรอบ นอกจากการซื้อหมูกรอบที่เขาทำเสร็จแล้วมาใช้ การทำหมูกรอบเองก็สามารถทำได้ไม่ยาก และประหยัดเงินมากกว่า เราลองมาดูวิธีการทำกันครับ

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

• เนื้อหมูสามชั้น 3 กิโลกรัม
• ผงพะโล้ 1 ช้อนชา
• เกลือ 2 ช้อนชา
• น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

กระบวนการทำหมูกรอบสไตล์ฮ่องกง

1. ขั้นตอนแรกจะสำคัญมากในการจัดการกับเนื้อหมูที่ซื้อมา ได้แก่การล้างให้สะอาดและดึงขนออกจากหนังหมูให้เรียบร้อย
2. นำเนื้อหมูที่ทำความสะอาดแล้ว ไปต้มในน้ำเดือดราว ๆ 30 นาที
3. เมื่อสุกแล้ว ตักขึ้นมาพักไว้บนถาด หันด้านที่เป็นหนังหมูอยู่ด้านล่าง
4. ทำการทาเกลือ ผงพะโล้และน้ำตาลทรายให้ทั่วเนื้อหมู
5. ใช้ส้อมจิ้มทั่ว ๆ หนังหมู จากนั้นวางผึ่งลมไว้เพื่อให้มีความแห้ง
6. ตั้งกระทะสำหรับทอด โดยใช้ไฟกลาง เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้วจึงนำชิ้นเนื้อหมูลงไปทอด การทอดให้หันด้านหนังหมูสัมผัสน้ำมันก่อน เมื่อสุกเหลืองแล้วจึงกลับด้านเพื่อทอดอีกด้านหนึ่งจนสุกทั่วกัน
7. เมื่อเนื้อหมูสุกแล้ว ดับเตาแก๊ส ตักขึ้นมาพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน สามารถหั่นเฉพาะส่วนมารับประทาน ถ้าเหลือก็แบ่งเก็บไว้ในตู้เย็นถนอมอาหารได้

หมูกรอบสไตล์ฮ่องกง สามารถแบ่งเป็นออเดิร์ฟเสิร์ฟก่อนมื้ออาหารจริงก็ได้ หรือจะนำไปประกอบเป็นอาหารอื่นเพิ่มเติม ซื้อมา 1 ครั้งสามารถแบ่งทำอาหารเมนูต่าง ๆ ได้อีกหลายอย่าง ด้วยพื้นฐานการทำหมูกรอบนี้เอง จึงทำให้ได้ทั้งเมนูอาหารและส่วนผสมเพื่อประยุกต์ใช้ในเมนูถัดไป ประหยัดทั้งเวลาและเงิน
ขอบคุณภาพประกอบของคุณ Chan Chote https://www.wongnai.com/users/4fb8fd9c9b5248e28ef308eb4c74eece?ref=ct